You are currently viewing ปวดหลัง ปวดเอว เกิดจากอะไร? แบบไหนควรไปพบแพทย์

ปวดหลัง ปวดเอว เกิดจากอะไร? แบบไหนควรไปพบแพทย์

ปวดหลัง ปวดเอว เกิดจากอะไร? แบบไหนควรไปพบแพทย์

อาการ ปวดหลัง ปวดเอว เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงานและผู้สูงอายุ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก นั่งพักเดี๋ยวก็หาย แต่ในความเป็นจริง อาการปวดหลังบางประเภทอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ไม่ควรมองข้าม

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า

  • ปวดหลัง ปวดเอว เกิดจากอะไร
  • อาการแบบไหนยังดูแลตัวเองได้
  • และอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

ปวดหลัง ปวดเอว คืออะไร

อาการปวดหลังและปวดเอว คืออาการปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างหรือบริเวณเอว อาจปวดแบบตื้อๆ ปวดจี๊ด ปวดเมื่อย หรือปวดร้าวไปที่สะโพกและขา
อาการอาจเกิดขึ้นชั่วคราว หรือเป็นเรื้อรังต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน


สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดหลัง ปวดเอว

1. การใช้ร่างกายผิดท่า

  • นั่งทำงานหน้าคอมนานๆ
  • นั่งหลังค่อม
  • ยืนหรือก้มเป็นเวลานาน
  • ยกของหนักผิดท่า

สิ่งเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อหลังและเอวทำงานหนักเกินไป


2. กล้ามเนื้ออักเสบหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายหักโหม อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังอักเสบ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง


3. หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือเส้นประสาทถูกกดทับ

พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หรือคนที่ใช้งานหลังหนักเป็นเวลานาน
อาจมีอาการปวดร้าวลงขา ชา หรือรู้สึกอ่อนแรงร่วมด้วย


4. น้ำหนักตัวเกิน

น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้กระดูกสันหลังและเอวต้องรับแรงมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการปวดหลังเรื้อรัง


5. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังและปวดเอวได้เช่นกัน


อาการปวดหลังแบบไหนที่ยังดูแลตัวเองได้

หากมีอาการดังต่อไปนี้ มักไม่อันตรายและสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้

  • ปวดเมื่อยหลังหลังจากใช้งานหนัก
  • ปวดหลังเล็กน้อย ไม่มีอาการชา
  • ปวดแล้วดีขึ้นเมื่อพักผ่อน
  • ไม่มีอาการปวดร้าวลงขา

การพักผ่อน ยืดกล้ามเนื้อ และปรับท่าทางการใช้ชีวิต อาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้


⚠️ อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์

หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

  • ปวดหลังหรือปวดเอวติดต่อกันนานกว่า 1–2 สัปดาห์
  • ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา
  • มีอาการชา อ่อนแรง หรือเดินลำบาก
  • ปวดจนรบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
  • มีไข้ น้ำหนักลด หรือเคยประสบอุบัติเหตุร่วมด้วย

อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคของกระดูก เส้นประสาท หรือภาวะอื่นที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม


วิธีดูแลและป้องกันอาการปวดหลัง ปวดเอว

  • ปรับท่านั่ง ท่ายืน และท่านอนให้ถูกต้อง
  • ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1–2 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด

สรุป

อาการปวดหลัง ปวดเอว อาจดูเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การสังเกตอาการและเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างเหมาะสม


ใส่ความเห็น